2.2 หลักฐานและข้อมูลทางธรณีวิทยาที่สนับสนุนการเคลื่อนที่ของทวีป

เมื่อพิจารณาแผนที่โลกปัจจุบัน จะพบว่าทวีปแต่ละทวีปมีรูปร่างต่างกัน เมื่อลองนำแผ่นภาพแต่ละทวีปมาต่อกันจะเห็น ว่ามีส่วนที่สามารถต่อกันได้พอดี เช่น ขอบตะวันออกของอเมริกาใต้สามารถต่อกับขอบตะวันตกของทวีปแอฟริกา ใต้ได้ อย่างพอดี ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถตั้งเป็นสมมติฐานได้ว่า ทวีปทั้งสองอาจ เป็นแผ่นดินผืนเดียวกันมาก่อน แล้วต่อมาก็แยก ออกจากกัน เคลื่อนไปทางทิศ ตะวันออกส่วนหนึ่งและทิศตะวันตกอีกส่วนหนึ่ง จนกลายเป็นมหาสมุทร แอตแลนติกเข้ามา แทนที่ตรงรอยแยก และแผ่นทวีปมีการเคลื่อนตัวแยกไปเรื่อย ๆ จนปรากฏเป็นตำแห่นงและรูปร่างของทวีปทั้งสองดัง ปัจจุบัน

p_45

2.2

แผนที่แผ่นธรณีภาค แสดงแนวการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคและลักษณะรอยต่อระหว่างแผ่นธรณีภาคที่ปรากฏอยู่บนโลก

จากหลักฐานและแนวความคิดดังกล่าว ได้มีการศึกษาบริเวณใต้มหาสมุทรแอตแลนติกต่อไป เพื่อหาข้อมูลอื่น ๆ ที่ สามารถใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความคิดดังกล่าว

2.2.2  รอยแยกของแผ่นธรณีภาค และอายุหินบนเทือกเขากลางมหาสมุทร       

จะเห็นว่าลักษณะที่โดดเด่นของพื้นมหาสมุทรแอตแลนติก ได้แก่ เทือกเขากลางมหาสมุทรซึ่งเป็นเหมือนเทือกเขายาวที่ โค้งอ้อมไปตามรูปร่างของขอบทวีป ด้านหนึ่งเกือบขนานกับชายฝั่งสหรัฐอเมริกา และอีกด้านหนึ่งขานานกับชายฝั่งของ ทวีปยุโรปและแอฟริกา นอกจากนั้นเทือกเขากลางมหาสมุทร ยังมีรอยแยกตัวออกเป็นร่องลึกไปตลอดความยาวของเทือกเขา และมีรอยแตกตัดขวางบนสันเขานี้มากมาย รอยแตกเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ส่วน เทือกเขาอื่น ๆ เป็นเทือกเขาเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออกของพื้นมหาสมุทร และถ้าเพื่อน ๆ มองขึ้นไปที่ประเทศอังกฤษจะเห็นว่า ยังคงเป็นเกาะที่อยู่บนไหล่ทวีปที่มีส่วนของแผ่นดินใต้พื้นน้ำต่อเนื่องกับทวีปยุโรป

  2.3

 

เทือกเขากลางมหาสมุทร ภาพในกรอบเล็กแสดงลักษณะของร่องลึกบนเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และลักษณะของรอยเลื่อนเฉือนระนาบด้านข้างที่ตัดขวางอยู่บนเทือกเขากลางมหาสมุทร

ต่อมาเครื่องมือการสำรวจใต้ทะเลและมหาสมุทรได้รับการพัฒนาอย่างมาก ดังนั้นการสำรวจมหาสมุทรใหญ่ทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งทะเลใกล้เคียง เมื่อ พ.ศ.2503 จึงได้ข้อมูลด้านสมุทรศาสตร์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น การพบหินบะซอลต์ ที่บริเวณร่องลึก หรือรอยแยกบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก และยังพบต่อไปอีกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ไกลจาก รอยแยกมีอายุมากกว่าหินบะซอลต์ที่อยู่ใกล้รอยแยกหรือในรอยแยก

จากหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวทำให้อธิบายได้ว่า เมื่อเกิดรอยแยก แผ่นดินจะเกิดการเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันแมกมาจากใต้แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรจะถูกดันแทรกเสริมขึ้นมาตรงรอยแยกแข็งตัวเป็น

หินบะซอลต์หรือเป็นเปลือกโลกใหม่ ทำให้ตรงกลางรอยแยกเกิดหินบะซอลต์ใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นโครงสร้างและอายุหิน รองรับแผ่นธรณีภาคจึงมีอายุอ่อนสุดบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทร และอายุมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ขอบทวีป

2.4

            อายุของหินบะซอลต์บริเวณรอยแยกกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

นอกจากรอยแยกของแผ่นธรณีภาคและอายุหินบนเทือกเขากลางมหาสมุทรแล้ว ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ และหลักฐานอื่น ๆ อีก ที่ใช้ในการสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า ในอดีตแผ่นธรณีภาคต่าง ๆ เป็นแผ่นเดียวกัน

2.2.3 การค้นพบซากดึกดำบรรพ์        

นักธรณีวิทยาเชื่อว่าซากดึกดำบรรพ์ขอสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในตาละแผ่นธรณีภาคน่าจะเป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ ยืนยันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงธรณีภาคของโลกได้ จึงสำรวจซากดึกดำบรรพ์ของพืชและสัตว์ในทวีปต่าง ๆ แล้วนำมาเทียบ เคียงดูว่าเป็นพืชหรือสัตว์ของซีกโลกเหนือหรือซีกโลกใต้ อยู่ในภูมิอากาศร้อนหรือเย็น ตลอดจนความเหมือนกันของชั้นหิน ที่พบซากเหล่านั้น เพราะถ้าเป็นหินที่เคยเกิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันมาก่อน เมื่อแผ่นธรณีภาคแยกจากกันไปแล้ว ลักษณะของ ซากดึกดำบรรพ์และหินก็ควรจะเหมือนกัน

จากการสำรวจพบซากดึกดำบรรพ์ของเฟินชนิดหนึ่งชื่อ กลอสซอพเทอริส (Glossopteris) ที่ทวีปอินเดีย อเมริกา ใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย และที่ทวีปแอนตาร์กติกา ถ้าเพื่อน ๆ ย้อนกลับไปดูแผนที่โลกก็จะพบว่าแต่ละทวีปอยู่ไกลกันมาก และมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกัน แต่ในอดีตยังมีพืชชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อ มีโซซอรัส (Mesosuarus) ซึ่งโดยปกติจะดำรงชีวิตอยู่ตามลุ่มน้ำจืด แต่กลับมาพบอยู่ในส่วนล่างของทวีปแอฟริกาและ อเมริกาใต้ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ห่างไกลกัน และอยู่ติดทะเล

จากหลักฐานการค้นพบพืช กลอสซอพเทอริส และสัตว์เลื้อยคลาน มีโซซอรัส กระจายไปอยู่ในทวีปต่าง ๆที่ห่างไกลกัน

2.5

2.2.4หลักฐานอื่น ๆ

นอกจากหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมาซึ่งใช้สนับสนุนเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาคแล้ว ยังมีหลักฐานจาก การเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้เกิดการสะสมตัวของตะกอนในบริเวณต่างๆ ของโลก เช่น หินที่เกิดจากตะกอนธารน้ำ แข็ง ซึ่งควรจะเกิดขึ้นบริเวณขั้วโลก แต่ปัจจุบันพบหินลักษณะนี้ในบริเวณชายทะเลทางตอนใต้ของแอฟริกาและอินเดีย เป็นต้น แสดงว่าแผ่นทวีปมีการเคลื่อนที่หลังจากที่มีการสะสมตะกอนจากธารน้ำแข็งแล้ว

สนามแม่เหล็กโลกโบราณ (pale magnetism) เป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่ใช้พิสูจน์ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของ

แผ่นธรณีภาค โดยใช้หลักที่ว่าในอดีตเหล็กที่เกิดปนอยู่กับแร่อื่น ๆ (ก่อนที่จะมีการแข็งตัวกลายเป็นหิน) จะมีการเรียงตัวใน รูปแบบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กโลกในขณะนั้น ต่อมาเมื่อมีการแข็งตัวเป็นหิน เหล็กนั้นจะมีสมบัติคล้าย เข็มทิศที่ถูกเก็บฝังอยู่ในเนื้อหินเป็นระยะเวลานาน เมื่อนำตัวอย่างหินซึ่งทราบตำแหน่ง (พิกัด) ที่เก็บมาวัดหาค่ามุมเอียงเท ของชั้นหิน วัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กในห้องปฏิบัติการ รวมทั้งคำนวณหาค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะได้ข้อมูล เบื้องต้นของภาวะแม่เหล็กในอดีตกาล เช่น ทิศทาง และความเข้มของสนามแม่เหล็กในสมัยนั้นเป็นต้น เมื่อนำข้อมูลที่ได้มาเขียนกราฟจะสามารถหาค่าภาวะแม่เหล็กโบราณ ค่าละติจูดโบราณ ตำแหน่ง และขั้วแม่เหล็กโบราณได้ ค่าต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกนำมาแปลความหมาย และคำนวณหาตำแหน่งดั้งเดิมของพื้นที่ในอดีตเพื่อยืนยันการเคลื่อนที่ของ แผ่นทวีปต่าง ๆ ได้

จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ทำให้นักธรณีวิทยาได้แนวคิดเกี่ยวกับดลกว่า จริง ๆ แล้วโลกไม่เคยคง สภาพหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้เวลายาวนานกว่า 250 ล้านปี มีผลให้พื้นผิวโลกชั้น ธรณีภาคแบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคขนาดต่าง ๆ มากกว่า 10 แผ่น ทุกแผ่นกำลังเคลื่อนที่

นักธรณีวิยาแบ่งธรณีภาคของโลกออกเป็น 2 ประเภท คือ แผ่นทวีป และแผ่นมหาสมุทร ซึ่งทั้ง 2 ประเภท รวมกันมี จำนวน 13 แผ่น แผ่นธรณีภาคมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

2.6

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s